บทที่ 7 หวังดี

หลังเลิกงานแล้วลิปการ์ก็บอกลาเพื่อนร่วมงานของเธอซึ่งทุกคนก็เข้าใจอวยพรให้เธอโชคดีก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้านและวีระก็มารอเธอที่หน้าบริษัทและขับรถตามกันไปที่ร้านกาแฟ

“พี่วีเป็นอะไรคะ” ลิปการ์เห็นหน้าแฟนหนุ่มชัดๆแล้วถามเขาเพราะเหมือนคนไม่ได้นอนและรู้คำตอบแล้ว

“คือพี่..” วีระพูดไม่ออกมองหน้าลิปการ์ด้วยความเสียใจแต่เขาก็ต้องเลือกครอบครัว

“มีอะไรก็พูดมาเถอะค่ะ เอ๋ยรับได้และเข้าใจดีค่ะ” ลิปการ์กระตุ้นให้วีระพูด

“คือคุณพ่อคุณแม่ท่านไม่ยอมรับเรื่องของเราครับ และพี่ก็..”

“ไม่เป็นไรค่ะพี่วี ถึงเราจะไม่ได้เป็นแฟนกันหรือแต่งงานกันเราก็เป็นพี่น้องกันเมือนที่ผ่านมาก็ได้นี่คะ” ลิปการ์หาทางออกให้เขาสำหรับเธอทำใจได้นานแล้ว

“เอ๋ยไม่เสียใจที่เรื่องของเราจบลงแบบนี้เลยเหรอ”

“ทำไมเอ่ยจะไม่เสียใจคะ พี่วีอยากให้เอ๋ยร้องไห้โวยวายที่เราเลิกกันเหรอคะ” ลิปการ์มองวีระที่กำลังจะกลายเป็นอดีตแฟนใช่ว่าเธอจะไม่เสียใจแต่มันนานมาแล้วจนทำใจได้แล้ว

“ไม่ใช่ครับ คือเอ๋ยนิ่งมากจนพี่คิดว่าเอ๋ยก็อยากเลิกกับพี่เหมือนกัน” วีระพูดกับแฟนสาวที่กำลังจะกลายเป็นอดีตที่ไม่มีท่าทีเสียใจที่เลิกกับเขา

“พี่วีก็คิดว่าเอ๋ยเป็นน้องสาวคนหนึ่งเหมือนที่ผ่านมานะคะ”

“ใครจะเป็นพี่น้องกับอดีตแฟนล่ะ” วีระมองแฟนสาวเพื่อจดจำเวลาดีๆที่มีร่วมกันเพราะฝืนคบกันไปก็จะมีแต่เสียใจเพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะได้ร่วมชีวิตด้วยกันและหลังจากวันนี้ก็จะกลายเป็นอดีตของกันและกัน

“ไม่เป็นไรค่ะเอ๋ยเข้าใจ” ถ้าเขาไม่อยากเป็นพี่เป็นน้องกับเธอก็ไม่เป็นไร

“แล้วพี่มีทางเลือกด้วยเหรอครับ อย่าถึงกับตัดพี่ออกไปจากชีวิตของเอ๋ยเลยนะพี่ยังทำใจไม่ได้” วีระโอดครวญด้วยความเสียใจที่เขาอ่อนแอเพราะคู่ต่อสู้คือพ่อแม่ทำให้เขายอมแพ้และต้องตัดใจจากลิปการ์

“พี่วีจะเป็นพี่ชายที่ดีของเอ๋ยตลอดไปค่ะ” ลิปการ์บอกวีระแล้วยิ้มให้เขา

“พี่ขอโทษนะครับเอ๋ย”

“ไม่เป็นไรค่ะ งั้นเอ๋ยกลับบ้านก่อนนะคะ” ลิปการ์พูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไปจากร้านกาแฟแล้วขึ้นรถขับออกไปทันทีเพราะไม่อยากยืดเยื้ออยู่กับวีระเขาจะได้ตัดใจจากเธอได้ เมื่อกลับถึงบ้านก็ไปช่วยยายทำอาหารเย็นแล้วขึ้นไปอาบน้ำแล้วลงมาทานอาหารเย็นและพรุ่งนี้เช้าเธอจะทำความสะอาดห้องพักให้คุณย่าฉายกับน้าละมัยคนสนิทของท่านและคนขับรถ

วีระมองตามแฟนสาวที่กลายเป็นอดีตแล้วน้ำตาลูกผู้ชายก็ไหลออกมาก่อนจะเช็ดออกอย่างรวดเร็วแล้วหยิบแบงค์ห้าร้อยมาวางค่ากาแฟแล้วลุกขึ้นเดินออกไปจากร้านขับรถตรงไปที่ร้านอาหารริมแม่น้ำน่านแล้วสั่งเหล้ามาดื่มดับความทุกข์ในใจและเจอดรุณีหรือบีเพื่อนของลิปการ์ที่มากินเลี้ยงฉลองวันเกิดเพื่อนครูที่โรงเรียนและรู้เรื่องของเขากับลิปการ์ดีจึงปรับทุกด้วยแล้วสุดท้ายก็ไปจบที่คอนโดของวีระเพราะความเมา

วันถัดมา

คณหญิงฉายฤดีก็เดินทางจากกรุงเทพมาพิษณุโลกตั้งแต่เวลาหกนาฬิกาใช้เวลาเดินทางสี่ชั่วโมงกว่าก็ถึงบ้านของเพื่อนสนิทที่ทรุดโทรๆปตามกาลเวลา

“สวัสดีจ้ะฉาย แม่ละมัย เชิญในบ้านเถอะจ้ะ” คุณสิรามนออกมาต้อนรับเพื่อนพร้อมกับหลานสาวที่ยกมือไหว้คุณย่าฉายกับน้าละมัยคนสนิทของท่าน

“สวัสดีจ้ะมน หนูเอ๋ยไม่เจอกันนานสวยขึ้นนะลูก” คุณหญิงฉายฤดียิ้มทักทายเพื่อนและรับไหว้ลิปการ์หลานสาวของเพื่อนอย่างเอ็นดู

“ขอบคุณคุณย่าฉาย คุณย่าฉายก็ยังสาวยังสวยปิ้งจนเอ๋ยสู้ไม่ได้ค่ะ” ลิปการ์มองคุณหญิงฉายฤดีที่ยังดูสวยพริ้งทั้งที่อายุเจ็ดสิบกว่าแล้วและท่านไม่ให้เธอเรียกท่านว่าคุณหญิงและให้เธอเรียกท่านว่าคุณย่าฉาย

“ปากหวานจริงๆนะเรา”

“เดี๋ยวเอ๋ยไปเตรียมน้ำหวานเย็นๆมาให้คุณย่าฉายกับน้าละมัยก่อนะคะ” ลิปการ์พูดจบก็เดินเข้าไปในครัวเพื่อเอาเครื่องดื่มไปรับแขก

“ฉันอยากได้หนูเอ๋ยเป็นหลานสะใภ้ ขอได้มั้ยมน” คุณหญิงฉายยังไม่ลืมเรื่องที่คุยกับเพื่อนไว้เมื่อสองปีก่อนตอนลิปการ์เรียนจบปริญญาตรี

“เธอยังไม่ลืมเรื่องนี้อีกเหรอฉาย”

“ไม่ลืมหรอกมน แต่เสียดายหนูเอ๋ยมีแฟนแล้วนี่สิ อ้อ เรื่องธนาคารเดี๋ยวฉันจัดการให้เธอเองนะมนแล้วไม่ต้องย้ายไปไหนทั้งนั้นแหละ” คุณหญิงจับมือเพื่อนแล้วนั่งลงบนโซฟามองบ้านที่ยังคงสภาพเดิมสะอาดสะอ้าน

“แต่ว่าเรื่องนี้..”

“เรื่องแค่นี้เองนะมน ส่วนเรื่องที่ดินที่เชียงใหม่ฉันจะให้หลานชายขึ้นไปดูว่าพอจะทำอะไรได้บ้างแล้วเรามาร่วมหุ้นกันแปรสภาพจากที่ดินให้มันงอกเงยเป็นเงิน” คุณหญิงฉายฤดีบอกเพื่อนเพราะที่ดินสองแปลงรวมกันกว่าห้าสิบไร่สามารถสร้างบ้านพักตากอากาศหรือสร้างโรงเรมรีสอร์ตคอนโดขายก็ได้ก็ต้องรอให้หลานชายไปดูก่อน

“แต่ฉันไม่มีเงินนะฉาย” คุณสิรามนนั่งลงข้างเพื่อน

“เธอมีที่ดินฉันลงเงินก็วินๆกันทั้งสองฝ่ายนี่นะจ้ะ” มันไม่ยากเลยเพราะหลานชายทั้งสองเก่งและมองการณ์ไกลและเธอจะให้หลานชายคนรองจัดการเรื่องนี้

“แต่เรื่องบ้านฉันไม่ยึดติดแล้วนะฉาย หากเก็บไว้ก็จะทำให้ลูกหลานต้องมาแย่งกันปล่อยให้ธนาคารยึดไปเถอะจะได้จบๆกันไป ไม่งั้นแม่เอ๋ยก็จะไม่มีความสุข” คุณสิรามนพูดกับเพื่อนเพราะเธอห่วงหลานสาวจะลำบากใจหากไม่มีเธอ

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉันนะมน เธอรู้มั้ยว่าที่ดินกับบ้านหลังนี้มันราคาสูงกว่าที่เอาไปจำนองกับธนาคารไว้และมันติดถนนเราสามารถนำมาสร้างมูลค่าของมันให้ได้มากกว่านี้ได้นะ” อดีตนักธุรกิจหญิงชื่อดังประเมินที่ดินของเพื่อน

“ฉันคุยกับตาชแล้วว่าไม่เอาที่ดินผืนนี้แล้วปล่อยให้เขายึดไปเลยแล้วนะฉาย” คุณสิรามนถามเพื่อนตอนนี้เธอไม่มีแรงจะทำอะไรแล้วนอกจากหลานสาวคนเดียวที่อยากให้ทำธุรกิจเล็กๆไว้เลี้ยงตัวเองเท่านั้นและเธอก็ขอเงินลูกชายใมาแล้ว

จากนั้นคุณหญิงฉายฤดีก็คุยกับเพื่อนว่าที่ดินผืนนี้ทำเลดีจะสร้างโรงแรมหรือรีสอร์ตก็ได้เพราะที่ดินผืนนี้ประเมินแล้วอยู่ที่ห้าสิบกว่าล้านมากกว่าราคาจำนองยี่สิบล้านอย่างน้อยก็ยังมีเงินทุนเหลืออีกยี่สิบกว่าล้านหากจะขายเธอก็จะซื้อเอง

“ฉันไม่รู้เรื่องเลยนะฉายว่าที่ดินผืนนี้ราคาสูงกว่าสามสิบล้าน”

“แล้วเธอมีเอกสารจำนองหรือเปล่า จะได้ไปคุยกับธนาคาร”

“น่าจะอยู่ที่ตาชาน่ะ” คุณสิรามนถอนหายใจเธอไม่ได้คิดถึงข้อนี้เลยคิดว่าที่ดินจะราคาเท่าที่ลูกสะใภ้เอาไปจำนองหรืออาจจะมากกว่านั้นนิดหน่อยหากเพื่อนไม่พูดเธอก็คงเสียใจภายหลังแน่

“งั้นโทรไปถามเลยจะได้รู้เรื่องและจัดการเลย” คุณหญิงฉายบอกเพื่อนจะตีเหล็กก็ต้องตีตอนมันร้อนๆ

“งั้นฉันจะลองถามดูก่อนรอเดี๋ยวนะฉายไม่รู้ว่าตาชายังเก็บไว้หรือเปล่า” คุณสิรามนก็โทรหาลูกชายเพื่อถามหาเอกสารทางการเงินที่ลูกสะใภ้เอาโฉนดที่ดินไปจำนองตามที่เพื่อนบอกและหวังว่ามันยังคงอยู่

“สวัสดีครับคุณแม่ คุณแม่โทรมาหาผมมีอะไรหรือเปล่าครับ” ชาคริตถามแม่เพราะเคลียร์เรื่องที่ดินกันจบแล้วตอนนี้เขากำลังคิดว่าจะทำยังไงกับที่ดินของแม่จะปล่อยให้ถูกยึดก็เสียดายและไม่รู้เช่นกันว่าที่ดินของแม่ราคาสูงกว่าห้าสิบล้านเพราะภรรยาบอกว่าทาธนาคารประดมินแค่สามสิบสองล้าน

“พอดีแม่คุยกับเพื่อนแล้วเค้าจะให้ยืมเงินมาไถ่ที่ดินคืนแม่ก็เลยอยากได้เอกสารจากที่เอาจำนองน่ะลูก อ้อ แล้วแม่จะคืนเงินให้ชาด้วยลูก” คุณสิรามนบอกกับลูกชายว่าเธอโทรมาหาเรื่องอะไร

“เพื่อนคุณแม่จะช่วยจริงเหรอครับ คุณแม่จะเชื่อใจเขาได้เหรอครับ”

“ชาจำน้าฉายได้มั้ยลูก”

“อ่อ น้าฉาย จำได้ครับ น้าฉายจะให้คุณแม่ยืมเงินเหรอครับ” ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าน้าฉายหรือคุณหญิงฉายฤดีมหาเศรษฐีนีรวยมากขนาดไหนและเงินแค่นี้ทำไมจะให้แม่ยืมไม่ได้และคิดว่าแม่ของเขาไม่มีทางเอ่ยปากยืมเงินเพื่อนแต่ก็ดีเหมือนกันยังดีกว่าให้ธนาคารยึดไป

"ใช่ลูก ชาจัดการเรื่องเอกสารให้แม่ได้มั้ยลูก”

“ได้ครับคุณแม่ ตอนนี้เอกสารอยู่ที่ผมแต่ผมไม่มีเวลาเอาไปให้คุณแม่นะครับ”

“ไม่เป็นไรลูก เดี๋ยวแม่จะไห้คนไปเอาตอนนี้เลยได้มั้ย” คุณสิรามนไม่อยากให้ลูกสะใภ้รู้ตอนนี้จึงอยากทำให้เร็วเหมือนที่เพื่อนบอก

“ได้ครับคุณแม่”

“ดีลูกเดี๋ยวแม่ให้คนไปเอาเลยนะ ขอบใจมากนะลูกส่วนเงินสิบล้านแม่จะโอนคืนให้ชานะลูก” คุณสิรามนบอกลูกชายเพราะไม่อยากให้มีปัญหากับลูกสะใภ้

“คุณแม่เก็บไว้ใช้ก็ได้ครับ” ชาคริตบอกแม่ในเมื่อเขาให้ท่านแล้วก็ไม่คิดจะเอาคืนเพราะภรรยาของเขาเอาเงินของที่มากว่าสามสิบล้าน

“ไม่เป็นไรลูก แม่ยังพอมีใช้อยู่อีกอย่างแม่ไม่อยากให้ชามีปัญหากับแม่พรน่ะลูก” คุณสิรามนพูดกับลูกชายอย่างเข้าใจว่าเป็นคนกลางมันลำบากใจจึงไม่อยากสร้างปัญหาให้ครอบครัวของลูกชาย

“ขอบคุณครับคุณแม่ ถ้าเขามาถึงก็บอกว่าคุณแม่ให้มาเอาเอกสารนะครับ ผมจะบอกเลขาไว้ครับ” ชาคริตตอบแม่แม้จะรู้สึกผิดแต่เขาทำอะไรไม่ได้

“ขอบใจมากลูก งั้นแค่นี้นะจ้ะ” คุณสิรามนพุดกับลูกชายแล้ววางสาย

“เดี๋ยวฉันโทรบอกให้ทนายไปเอานะมน” คุณหญิงฉายฤดีบอกเพื่อนแล้วโทรหาทนายความให้ไปเอาเอกสารที่ชาคริตมาจัดการเคลียร์ให้เรียบร้อยภายในวันนี้เพราะรู้ว่าเจ้าของธนาคารกับครอบครัวของทิติพรสนิทกันอาจจะตุกติกกันและให้ทนายจัดการมันจะง่ายกว่า

บทก่อนหน้า
บทถัดไป